
“ทำมาแล้วเบี้ยว” “ปลายบางจนเสียวจะทะลุ” หรือ “ทรงไม่รับกับหน้า” …ปัญหาเหล่านี้คือฝันร้ายของคนทำศัลยกรรมที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว การหาทางออกที่ ‘จบและเจ็บน้อยที่สุด’ คือสิ่งสำคัญ
ปัจจุบันการแก้จมูกด้วยเทคนิค Open Rhinoplasty หรือการผ่าตัดแบบเปิดโครงสร้าง กลายเป็นทางเลือกอันดับ 1 ที่เหล่าคุณหมอและคนไข้ไว้วางใจ เพราะสามารถเข้าไปจัดการปัญหาได้ถึงต้นตอ แต่ยิ่งเป็นเทคนิคที่ซับซ้อน คำถามในหัวก็ยิ่งเยอะตามจริงไหมครับ?
- แก้แบบโอเพ่นแล้วจะทิ้งแผลเป็นไหม?
- ต้องพักฟื้นนานกว่าเดิมหรือเปล่า?
- แล้วถ้าพังมาหลายรอบ เทคนิคนี้จะช่วยให้จบได้จริงไหม?
บทความนี้เราคัดมาให้เน้นๆ กับ รวมคำถามยอดฮิต (Q&A) เกี่ยวกับการแก้จมูกแบบโอเพ่น เคลียร์ชัดทุกประเด็นที่คนอยากแก้จมูกสงสัย เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้ของคุณ เป็น “ครั้งสุดท้าย” ที่จะเปลี่ยนคุณให้มั่นใจกว่าเดิม!

Q: แก้จมูกทั้งที… ทำไมหมอถึงแนะนำเทคนิค Open ซี่โครงและคนไข้ส่วนใหญ่ถึงเทใจให้เทคนิคนี้คะ ?
“จากประสบการณ์ของหมอที่ดูแลเคสแก้มาเยอะนะครับ ส่วนใหญ่ปัญหาที่คนไข้เจอคือ ‘ทรงเดิมมันยังไม่สุด’ หรือโครงสร้างเก่ามีข้อจำกัดที่เทคนิคแบบปิดเข้าไม่ถึงครับ
ที่หลายคนเลือก เทคนิค Open เพราะมันเหมือนการได้เปิดประตูเข้าไปจัดการข้างในได้อย่างทั่วถึงจริงๆ ครับ ถ้าคนไข้อยากได้ปลายจมูกที่ดูเรียวเล็ก หมอก็สามารถช่วยเลาะไขมันส่วนเกินตรงปลายออกให้ได้ หรือถ้าใครกังวลเรื่องฐานจมูกที่ดูหนาและกว้าง เทคนิคนี้ก็ช่วยให้หมอตอกปรับฐานให้ดู
เพรียวขึ้นได้อย่างแม่นยำ
พูดง่ายๆ คือ เทคนิค Open ไม่ใช่แค่การเสริมเข้าไปใหม่ แต่คือการ ‘Re-structure’ หรือปรับพื้นฐานโครงสร้างจมูกเดิมของคนไข้ให้เป๊ะและปลอดภัยในระยะยาวนั่นเองค่ะ”

Q: ถ้าปลายจมูกเริ่มบางใส หรือจมูกทะลุมาแล้ว… การแก้แบบโอเพ่นจะช่วยได้จริงไหมคะ ?
A: “ปัญหาปลายบางหรือทะลุถือเป็นเรื่องด่วนที่ต้องรีบจัดการเลยครับ ปกติแล้วถ้ามีอาการนี้ หมอมักจะแนะนำให้ถอดพักซิลิโคนก่อน เพื่อให้เนื้อเยื่อปลายจมูกได้ฟื้นฟูเต็มที่ ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนขึ้นไปครับ
แต่สิ่งที่ทำให้ การแก้แบบโอเพ่น โดดเด่นมากในเคสแบบนี้ คือเราสามารถใช้เทคนิคพิเศษเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ได้ครับ เช่น การย้ายเนื้อเยื่อจากร่างกายตัวเอง อย่าง เนื้อเยื่อก้นกบ มาเติมเต็มให้เนื้อปลายจมูกกลับมาหนาและแข็งแรงขึ้นอีกครั้งครับ
ที่สำคัญที่สุดคือ หมอจะใช้เทคนิค ‘ปลายไร้ซิลิโคน’ ครับ โดยเราจะเลือกใช้วัสดุจากร่างกายคนไข้เอง 100% ไม่ว่าจะเป็นการใช้ กระดูกอ่อนซี่โครง มายืดผนังกั้นจมูก หรือใช้ กระดูกอ่อนหลังหู มาแต่งปลาย ข้อดีคือวัสดุเหล่านี้จะผสานรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราจริงๆ ช่วยตัดความกังวลเรื่อง
การกดทับจนบางทะลุในอนาคตไปได้เลยครับ แต่ทั้งนี้หมอจะเน้นเสมอว่าต้องเสริมให้ ‘พอดี’ กับต้นทุนเนื้อจมูกของแต่ละคน เพื่อความสวยที่ปลอดภัยและยั่งยืนที่สุดครับ”

Q: แก้แบบโอเพ่น ใช้เวลานานไหมกว่าจะ “รัดแกน” สวย?
A: เคสแก้จะใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเคสใหม่เล็กน้อย เนื่องจากมีการเลาะพังผืดเดิมออก
- 1-3 เดือนแรก: อาจจะดูบวมหรือทรงยังไม่ชัด (อย่าเพิ่งตกใจนะครับ)
- 6 เดือน – 1 ปี: จมูกจะค่อยๆ รัดแกนจนเห็นทรงที่แท้จริง ซึ่งผลลัพธ์ในระยะยาวจะมีความมั่นคงกว่าการเสริมแบบเดิมมากครับ

Q: ทำไมราคาเคสแก้แบบโอเพ่น ถึงสูงกว่าการเสริมใหม่หลายเท่า?
A: เพราะเคสแก้เปรียบเหมือนการ “รื้อบ้านเก่าแล้วสร้างใหม่” แพทย์ต้องใช้ทักษะความเชี่ยวชาญสูงมาก ต้องใช้เวลาผ่าตัดนาน (3-5 ชั่วโมง) และต้องใช้วัสดุพิเศษ เช่น กระดูกอ่อนซี่โครง หรือเนื้อเยื่อเทียม เพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อ “จบปัญหา” ในครั้งเดียวครับ

Q: เสริมจมูกโอเพ่นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ น่ากลัวไหมคะ ? แล้วทำไมถึงจำเป็นต้องใช้การยาสลบ ?
A: “จริง ๆ แล้วการเสริมจมูกแบบโอเพ่นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ แต่มันคือความละเอียดอ่อนมากกว่า เนื่องจากเราต้องเปิดแผลเพื่อเข้าไปจัดการโครงสร้างภายในทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งฐานกระดูก การใช้กระดูกอ่อนหลังหู หรือแม้แต่การใช้ กระดูกอ่อนซี่โครง มายืดผนังกั้นจมูก ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลาในการประณีตมากกว่าการเสริมแบบปกติครับ
เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายที่สุด หมอจึงเลือกใช้ การดมยาสลบ ครับ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายเต็มที่ คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บหรือมีความกังวลใจในระหว่างที่หมอกำลังทำงานครับ
และที่ พฤกษาแกรนด์คลินิก เราให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งครับ เรามี วิสัญญีแพทย์ (หมอดมยา) คอยดูแลควบคุมปริมาณยาและเฝ้าระวังสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดแบบ Case by Case ตลอดการผ่าตัด คนไข้จึงมั่นใจได้เลยว่าการมาทำสวยกับหมอบีครั้งนี้ จะได้รับทั้งทรงจมูกที่ถูกใจและความปลอดภัยสูงสุดแน่นอนครับ”

Q: แก้จมูกแบบโอเพ่น การดูแลตัวเองยุ่งยากกว่าหรือต่างจากเทคนิคทั่วไปไหมครับ?
A: “จริง ๆ แล้วพื้นฐานการดูแลตัวเองไม่ได้ต่างกันมากครับ หลัก ๆ คือการมีวินัยในการทานยาที่คุณหมอจัดให้ การนอนหงายหนุนหมอนสูงเพื่อช่วยลดบวม รวมถึงการหมั่นประคบเย็นและประคบอุ่นตามรอบที่กำหนดครับ และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องอาหารการกินที่ต้องงดของหมักดอง อาหารแสลงและแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันแผลอักเสบหรือติดเชื้อครับ
แต่จุดที่ต่างกันชัดเจนจะอยู่ที่ ‘การดูแลแผลและการล้างหน้า’ ครับ
ถ้าเป็นเทคนิค Closed แผลจะอยู่ในรูจมูก คนไข้สามารถถอดเฝือกเองได้ และแต่งหน้าล้างหน้าเบา ๆ ได้ค่อนข้างเร็วครับ แต่สำหรับ เทคนิค Open หมอจะนัดเข้ามาถอดเฝือกจมูกที่คลินิกเมื่อครบ 7 วันครับ และเนื่องจากเรามีแผลผ่าตัดอยู่ด้านนอกตรงแกนกลางจมูกด้วย หมอจึงอยากขอให้คนไข้งดล้างหน้าอย่างน้อย 14 วัน หรือจนกว่าจะถึงวันนัดตัดไหมครับ เพื่อให้แผลแห้งสนิทและสวยงามที่สุด
หมอเน้นเสมอว่า ‘การผ่าตัดเป็นหน้าที่ของหมอ แต่การดูแลแผลเป็นหน้าที่ของคนไข้’ หากเราช่วยกันดูแลอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะสวยปังและปลอดภัยแน่นอนครับ”